«

»

มิ.ย.
24

ข่าวนอกกรอบ: 26มิ.ย.ชี้ชะตาอู่ตะเภารัฐ ยอมนาซ่าหรือไม่?

กลายเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องอย่ากะพริบตา เมื่อพล.อ.จิ้ง จือหยวนผู้บัญชาการทหารปืนใหญ่ที่ 2กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเดินทางเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

(ผบ.ทบ.)เมื่อบ่ายวันที่ 22 มิถุนายน
ที่ผ่านมาเป็นสัญญาณบางอย่างจากรัฐบาลจีนต่อกรณีองค์การนาซ่าขอใช้สนามบินอู่ตะเภาหรือไม่

ทั้งนี้ หลังจากนายสุรพงษ์  โตวิจักษณ์ชัยกุลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงท่าทีชัดเจนจะเสนอเรื่องที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ องค์การนาซ่า ของสหรัฐอเมริกา ขอใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาเพื่อการสำรวจด้านวิทยาศาสตร์เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)
ในวันอังคารที่26มิถุนายนนี้แน่นอนภายหลังถูกกระแสคัดค้านอย่างหนักจนต้องถอนเรื่องออกจากการพิจารณาของครม.สัญจร ที่ชลบุรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา

เจ้ากระทรวงบัวแก้ว ชี้แจงว่า วันที่26 มิถุนายน
เป็นวันที่องค์การนาซ่าขีดเส้นตายไว้ถ้ารัฐบาลไม่มีความชัดเจนจะให้ใช้พื้นที่อู่ตะเภาก็จะยกเลิกโครงการสำรวจการก่อตัวของเมฆที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศมูลค่าการลงทุนสูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 900 ล้านบาท)ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติภารกิจในช่วงเดือน
สิงหาคม-กันยายน นี้

ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า “ครม.ยิ่งลักษณ์
ชินวัตร” จะมีมติออกมาอย่างไรท่ามกลางการเกาะติดอย่างใกล้ชิดของภาคประชาชน โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มกรีน นำโดยนายสุริยะใส
กตะศิลาที่เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ให้ออกคำสั่งระงับมติครม.ทันทีที่รัฐบาลมีมติเห็นชอบโดยไม่ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา  ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญพร้อมจะเอาผิดครม.ทั้งหมดและผู้นำเหล่าทัพด้วย

มีแนวโน้มว่ากลุ่มคัดค้านการใช้สนามบินอู่ตะเภา
เพื่อภารกิจขององค์การนาซ่านั้นคนไทยส่วนใหญ่ยากจะเข้าใจนอกจากกลุ่มกรีนแล้วยังจะมีกลุ่มอื่นที่จะผนึกกำลัง ไม่ให้เกิดตำนานทางทหารที่เริ่มต้นจากบริบทของสงครามเย็น ภาพสหรัฐอเมริกาใช้สนามบินอู่ตะเภาสำหรับการบินขึ้น-ลงของเครื่องบินบี-52  สำหรับลำเลียงและทิ้งระเบิดในสงครามเวียดนาม

รศ.ดร.สุรชาติ  บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทรรศนะว่าถ้าเป็นเรื่องการขอใช้อู่ตะเภาเพื่อการสำรวจการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่ใช่ข้อตกลงทางการทหารไม่น่าจะมีปัญหาและต้องยอมรับว่ารัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกามีข้อตกลงที่เป็นความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นความร่วมมือถ้าจะมีอะไรเพิ่ม ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหม่

เพียงแต่โจทย์ชุดใหม่มันมีการตั้งฐานการสำรวจในประเทศไทย แต่เข้าใจว่าไม่ใช่ฐานทัพที่ถาวร เพราะเป็นการสำรวจชั่วคราวเพื่อให้ทราบภาวะภูมิอากาศว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใดซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้จะเห็นว่าตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศเรื่องของเอลนิโญลานินญา

รวมถึงกรณีของน้ำท่วมใหญ่  จึงกลายเป็นตัวแบบที่เข้าใจว่า  สหรัฐอเมริกาอยากเข้ามาศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มันเข้ามากระทบอย่างไร
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์กับจีนนั้น ถ้าการขอใช้อู่ตะเภาของนาซ่าเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์  รัฐบาลก็คงต้องแถลงให้คนในสังคมไทย ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนรวมถึงจีนเอง รับทราบ ถ้ากรอบเป็นเพียงเรื่องความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์จริงๆก็คงเข้าใจกันได้ ซึ่งการร้องขอของนาซ่าเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เพียงแต่สืบเนื่องมา และไม่ได้มีข้อยุติที่ชัดเจน ตกมาถึงรัฐบาลชุดนี้ ตอนนี้คือ มันกลายเป็นปัญหาทางการเมืองไปแล้ว
มันไม่ใช่เรื่องทางการวิทยาศาสตร์
ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากรอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า การขอใช้อู่ตะเภาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางอวกาศของนาซ่าถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชีย ในศตวรรษที่ความเจริญจะคืบคลานมาทางเอเชียรัฐบาลจึงต้องลึกซึ้งเรื่องของการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ในโลกใหม่  เพราะไทยต้องเผชิญกับสภาวะความเป็นจริงท่ามกลางปัญหาการเมืองภายในปัญหาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
นโยบายการทูตแบบรอบด้านซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย  จะกลายเป็นจุดอ่อนถ้าไม่ระมัดระวัง การคบกับทุกฝ่าย
โดยไม่เลือกฝ่ายก็จะถูกมองด้วยความหวาดระแวงความสงสัย  ไม่ไว้วางใจแต่ที่ผ่านมาไทยเชื่อนโยบายแบบนี้เป็นนโยบายที่ดีที่สุดถ้าสามารถชะลอเวลาให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ น่าจะได้รับประโยชน์จากทุกฝ่ายและลดการเผชิญหน้ากับทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะในช่วงต้นของความขัดแย้งปัญหาก็จะผ่านไปได้ด้วยดี

ที่มา  : ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Uses wordpress plugins developed by www.wpdevelop.com